ไดอารี่...
posted on 10 Jul 2009 16:07 by jeedwonderedit @ 10 Jul 2009 16:16:06 by jeedwonder
edit @ 10 Jul 2009 16:16:06 by jeedwonder
ตึก ตึก ตึก...
เสียงข้างในหัวใจฉัน ที่กำลังเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ
ฉันเดินออกมาจากงานเลี้ยงเปิดตัวสินค้ายี่ห้อหนึ่ง
ที่เชิญให้ฉันไป เพื่อหวังให้ฉันเขียนลงคอลัมน์ให้
ท่ามกลางผู้คนที่วุ่นวายโหวกแหวก
ฉันฝ่าออกมาด้วยสภาพทุลักทุเล ละล้าละลัง
เพียงเพราะเบื้องหน้าของฉันในตอนนี้
ฉันเห็นเขา....
ผู้ชายร่างใหญ่คนหนึ่ง แบกของพะรุงพะรัง
ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดวิ่น ดวงตาเลื่อยลอย
แต่แฝงไปด้วยความหวัง.....
เขาอยู่ตรงนั้นเอง...
อยู่ไม่ไกลฉันเท่าไหร่..
“โอ้ย....”
มีใครคนหนึ่งเดินเหยียบเท้าเปล่าเปลือยของฉัน
หลังจากที่ฉันขึ้นฝั่งได้ไม่นาน
ฉันได้ใช้สองมือของฉันขีดเขียนบอกเล่าความรู้สึก แทนเสียงที่ไพเราะ
ถึงฉันจะพอมีเสียงออกมาอย่างแผ่วเบาบ้าง แต่ก็ไม่เหมือนเสียงเดิม
และถึงฉันจะมีสองขาให้ก้าวเดิน
แต่ก็ไม่คุ้นชินที่จะใส่รองเท้าห่อหุ้มเท้าเปลือยของฉันเท่าไหร่นัก
ฉันมองไปที่คนที่เหยียบเท้าของฉัน ที่ขณะนี้บวมเป่งเพราะแรงเหยียบ
แต่เจ้านั่นกลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ฉันเริ่มโมโห แววตาดุดัน และสะบัดหน้าพลางบ่นขมุบขมิบ
จู่ๆก็มีมือเย็นๆมาแตะที่ข้อศอก แล้วพูดกับฉันเบาๆว่า
“ใจเย็นๆนะคะ มองดูที่เท้าของคนนั้นสิ..เป็นส้นตึก เขาไม่รู้หรอกว่าได้เหยียบเท้าเรา”
ก่อนที่เราจะบอกว่าอีกคนผิด ลองพินิจถึงเจตนาและองค์ประกอบของเขาด้วย อย่าใช้แค่เพียงความรู้สึกของเราเป็นตัวตัดสิน
เมื่อฉันคิดได้..ก็หันไปขอบคุณพี่สาวคนนั้น ที่ทำให้ฉันได้รู้สึกตัว
แต่เมื่อฉันมองกลับไปที่ชายร่างใหญ่คนนั้น
ก็ไม่พบว่าเขาอยู่ตรงที่เดิมแล้ว...ฉันจึงเดินฝ่าผู้คนอีกครั้ง
เพื่อตามหาเขาให้เจอ...
ผู้ชายคนที่ฉันเจอริมทะเล ทุกครั้งที่เจอเขา ฉันจะพบว่าเขากำลังวาดรูปท้องทะเลสีฟ้า เพราะนั่นคือสีที่เขาชอบ
ฉันยังจำสีหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน สีหน้าเปี่ยมสุขในยามที่ฟังเพลงบรรเลงออเครสต้าจากวิทยุเครื่องเก่า
ตอนนี้เขาอยู่ใกล้ฉันเข้าไป ทุกทีๆ
ฉันไม่รู้ว่าเขาหายไปไหน ขณะที่ฉันได้เดินทางขึ้นมาจากท้องทะเล เขาหายไปจากริมฝั่งพร้อมกับภาพที่มีความสุข
ฉันได้แต่ตามหาเขา นานเหลือเกิน....จนวันนี้
นั่นไง...เขาอยู่ใกล้ฉันแล้ว ตรงรูปภาพท้องฟ้าสีคราม เพราะนั่นคือสีที่เขาชอบ
ฉันพยายามดันตัวเองฝ่าผู้คนให้ไปถึงตัวเขา..ฉันมองไม่ถนัดว่าตอนนี้เขาหยิบอะไรติดมือมาด้วย
กล่องไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้าข้างตัว กับถุงผ้าเก่าๆมอซอ
ฉันอยากร้องเรียกเขาใจจะขาด....แต่ก็ไม่สามารถต่อสู้กับเสียงผู้คนได้...
ตึก ตึก ตึก...
จนกระทั่ง...ฉันเข้าใกล้เขาได้แล้ว เพียงเอื้อมมือ...
ฉันแตะมือเข้าที่แขนที่มีเสื้อผ้ามอมแมมขาดวิ่นห่อหุ้มอยู่
เขาหันมามองฉัน..อย่างเลื่อนลอย แล้วดวงตาของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป พร้อมน้ำตาที่คลอจนปิ่มจะไหลออกมา
ส่วนฉันเองก็ไม่ต่างกัน ขณะนี้น้ำตาของฉันล้นเอ่ออาบแก้มทั้งสองแบบไม่มีวาวกั้นเหมือนเขื่อนแตก
“ผมเจอคุณแล้ว...คุณอยู่ที่เอง คุณไปอยู่ที่ไหนมา ผมตามหาคุณนั่งรอคุณที่เดิม และยังเก็บของที่จะให้คุณไว้เป็นอย่างดี”
ฉันโผเข้าไปกอดเขาแน่น....ไม่สามารถเอ่ยประโยคใดๆออกมาได้
เขาบรรจงเปิดกล่องไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้าข้างตัวแล้วหยิบสิ่งหนึ่งออกมาค่อยๆคลี่มันออกแล้ววางมันลงบนพื้น
รองเท้าบัลเล่สีชมพู ที่ครั้งหนึ่งฉันเคยฝันว่าสักวันฉันจะได้ใส่มัน แล้วเต้นรำให้กับคนที่ฉันรักได้ดูพร้อมเพลงบรรเลงออเครสต้า...
“เมื่อคุณจากไป ผมมีแต่ความสับสน ...ในชีวิตไม่เหลืออะไร ฝากไว้เพียงโชคชะตา และสิ่งนี้ ผมได้มันมาจากการขายโชคให้กับผู้คน”
เขารอคอยที่จะได้เจอฉัน เหมือนกับฉันที่รอคอยเขา
แต่ด้วยโอกาส และ เวลาที่ทำให้เราไม่เจอกัน
ฉันมัวแต่ตั้งใจ เสาะแสวงหาเจ้าชายที่เพียบพร้อม โดยการทิ้งคนที่ยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อฉันอย่างเขา
ฉันทำให้เขาต้องระเหเร่ร่อน ให้เขาต้องหิวโหย มอมแมม...แต่นั่นก็เป็นแค่ภาพภายนอกเท่านั้น
ภายในใจของเขายังเหมือนเดิม ฉันกระซิบบอกเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
“ฉันชอบภาพสีฟ้าของคุณและเพลงออเครสต้าที่คุณเปิดที่สุด”
เขายิ้มและกอดฉันแน่น พลางบอกฉันที่ข้างหูเบาๆว่า
“เสียงแหบพล่าของคุณช่างดูมีเสน่ห์ไม่ต่างกับขาขาวนวลเรียวสวยของคุณเลย”
แล้วเสียงผู้คนโหวกเหงกก็เงียบงัน เหลือเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่ผสานกันเป็นหนึ่งเดียว
“ตึก ตึก ตึก....”