ไดอารี่...

posted on 10 Jul 2009 16:07 by jeedwonder
"ถ้าคิดว่าทำอะไรไม่เคยถูก..ก็อย่าทำเสียดีกว่า"
ข้อความที่ฉันเขียนใส่กระดาษA4แล้วแปะไว้เหนือประตูในห้องนอน
ตอนเรียนชั้นมัธยมต้น...
ฉันเป็นคนชอบบันทึก นอกจากที่จะใช้หัวสมองโตๆคิดนั่นคิดนี่
เก็บบันทึกเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง
และไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองแล้ว..ฉันยังชอบเขียน ไดอารี่
บันทึกเรื่องที่มีความสุขและเรื่องราวหงุดหงิดใจที่ไม่สามารถตอบโต้ ต่อรองได้ในความเป็นจริง
ฉันก็มีเจ้าไดอารี่เล่มน้อยนี่แหละเป็นเพื่อนคุย
วันหนึ่งฉันกลับมาจากโรงเรียน
ซึ่งฉันเรียนพิเศษตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าถึงแปดโมง
พอหมดเรียนภาคปกติตอนบ่ายสามโมงครึ่งแล้วก็ต้องเรียนต่อจนถึงหกโมงเย็น
กว่าจะได้ถึงบ้านจริงก็หกโมงครึ่ง
ทั้งเหนื่อยและหิว...
แต่ภาพที่ได้พบเมื่อพ้นเข้าประตูบ้านคือ
แม่เอาสมุดไดอารี่เล่มหนึ่งของฉันกางหน้าหนึ่งไว้
เพื่อรอถามฉันว่านี่เรื่องจริงหรือเปล่า
ฉันจำไม่ได้แล้วว่า เรื่องนั้นเกี่ยวกับอะไร
แต่ฉันก็ตอบว่า...จริง
แม่โกรธฉันมาก คาดโทษฉันต่างๆนาๆ
ต่อว่าฉันหลายคำอย่างอารมณ์เสียสุดๆ
ฉันไม่ตอบโต้อะไรทั้งสิ้น นิ่ง และฟัง
แต่ก็คิดในใจว่า "เรื่องบางเรื่องถ้าไม่ขวนขวายอ่านมันแล้วจะรู้เหรอ"
ฉันเขียนไดอารี่ของฉันอยู่ดีๆ มีมันเป็นเพื่อนยามที่พูดกับใครไม่ได้
แต่นี่..เขามาง้างปากเพื่อนฉันแล้วก็มาว่าฉันว่าฉันไม่ควรทำ
ความจริงแล้ว "คนที่ไม่ควรทำ" คือใครกันแน่
เมื่อฟังแม่ว่าจนสาแก่ใจแล้วฉันก็เดินขึ้นห้อง
ไม่พูด ไม่บ่น ไม่ร้องไห้ แต่หงุดหงิด
ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร..
ตอนนั้นคิดไปว่า...
โอเค.."ถ้าคิดว่าทำอะไรไม่เคยถูก..ก็อย่าทำเสียดีกว่า"
จึงเขียนลงบนกระดาษ A4 อย่างนั้น
แล้วปินไปติดไว้เหนือประตูทางเข้าของห้องนอน
ซึ่งต้องมองจากข้างในห้องถึงจะเห็น
ฉันเป็นคนชอบพูด แสดงออก ทำตัวร่าเริงไปวันๆ
แต่เมื่อฉันไม่พอใจแล้ว...ฉันมักไม่พูดไม่บอก
แถมอาจจะทำตรงกันข้างกับที่คิดจริงๆตลอด
"ไม่เป็นไร = เสียใจ"
"ยังไงก็ได้ = ฉันคอยเธออยู่"
"ยังไม่หิว = จะตายอยู่แล้ว"
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมฉันถึงทำอย่างนั้น
จนฉันเปลี่ยนวิธีการเขียนไดอารี่แบบใช้ประโยคทั่วไปหรือที่เรียกว่าร้อยแก้ว
เป็นร้อยกรองหรือเขียนเป็นกลอนนั่นเอง
พอแม่มาอ่านฉันก็บอกไปว่าลอกเขามา..ไม่ใช่เรื่องจริงหรอก
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา..
ฉันก็มีเพื่อนสมัยเด็กคนหนึ่งที่ชอบเขียนไดอารี่เหมือนกันชื่อ กุ๋ย
กุ๋ยเป็นคนตัวเล็กๆ ผิวสองสี และผมดกดำ...
เราชอบอะไรหลายอย่างคล้ายๆกัน
อย่างชอบอ่านหนังสือ ชอบเขียนหนังสือ
และกุ๋ยก็ชอบแมวมากๆส่งผลให้ฉันชอบแมวมากๆเหมือนกันในปัจจุบัน
วันหนึ่งกุ๋ยก็โดนละเมิดสิทธ์เหมือนฉัน คือมีเพื่อนคนหนึ่งมาแอบอ่านไดอารี่ของกุ๋ย
(สองคนนี้เป็นรูมเมทของฉันในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปีสอง)
แล้วไปบอกคนอื่นๆว่า "กุ๋ยน่ากลัว ตัวตนจริงๆของกุ๋ยในไดอะรี่ช่างแตกต่างจากตัวจริงมากมาย"
ซึ่งก่อนหน้านี้ฉันไม่รู้อะไรเลย
แต่ฉันดันเห็นเพื่อนคนนั้นแอบอ่านไดอารี่กุ๋ยในฝันเสียนี่
ฉันจึงเล่าให้เพื่อนทั้งสองคนฟัง..
โดยที่ไม่รู้มาก่อนว่าเป็นเรื่องจริง
แต่ไม่นานกุ๋ยก็ย้ายออกไปและขาดการติดต่อไปนานนับปี
ฉันไม่ได้โกรธแม่ที่เปิดอ่านไดอารี่ของฉัน
แต่ฉันเสียใจ..ที่แม่ห้ามไม่ให้ฉันเขียนไดอารี่อีก
เพราะกลัวว่าฉันจะเป็นคนฟุ้งซ่านและเพ้อเจ้อ...
กุ๋ยเอง..ก็ย่อมไม่พอใจที่มีใครมาละเมิดสิทธิส่วนตัว
อย่าลืมสิว่า ไดอารี่ก็คือ ไดอารี่
มีหน้าที่คือเป็นที่ว่างให้เราได้เก็บความทรงจำ
เขาไม่ได้ผิดอะไรแถมมีประโยชน์ด้วยซ้ำ
สองสามวันนี้ฉันเริ่มกลับมาแต่งกลอนอีกครั้ง
หลังจากที่ห่างหายมานานตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย
จึงไปเปิดอ่านไดอารี่เก่าๆของตัวเอง
แล้วฉันก็พบชีวิต เรื่องราว ที่มีพัฒนาการไปเรื่อยๆ
ฉันพบตัวเองกำลังโลดแล่นประดุจตัวละครเอกเลยทีเดียว
บางอย่างที่หลงลืมก็ได้รื้อฟื้น
บางอย่างที่พลาดพลั้งก็จะได้แก้ไข
และ บางอย่างที่ตายแล้ว..กลับมีชีวิต
...

edit @ 10 Jul 2009 16:16:06 by jeedwonder

วีรกรรมแบบจี๊ดๆ

posted on 10 Jul 2009 16:03 by jeedwonder
พ่อกับแม่ชอบเล่าวีรกรรมขำๆ ที่ทั้งก๋ากั่น
ไม่กลัวใครของฉันให้ฟังอย่างสนุกสนานบ่อยๆ

มีเรื่องหนึ่งที่ฉันยังจำได้ดี...นึกถึงทีไรก็อดอมยิ้มไม่ได้
แม่บอกว่าวันแรกที่พาฉันไปสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด
แบบทดสอบสำหรับเด็กสี่ขวบในคราวนั้นคือให้วาดรูป
เด็กทุกคนจะต้องจับฉลากและวาดรูปตามโจษย์ที่ได้รับ..

ซึ่งโจษย์นั้นมีสารพัด ไม่ว่าจะเป็น บ้านของฉัน ,โรงเรียนของหนู , สัตว์เลี้ยงแสนรัก..
แต่ใครจะไปเชื่อว่า "เด็กหญิงจี๊ด"
หรือ ที่แม่กับพ่อตั้งใจตั้งชื่อว่า "หนูจี๊ด" เพราะตอนเกิดตัวเล็กระจิ๊ดริดนั้น
จะได้โจษย์ทดสอบทักษะการวาดภาพสำหรับเด็กชั้นอนุบาลหนึ่ง เป็น "จระเข้กับโจรสลัด"
แต่ภาพที่เด็กหญิงคนนั้นวาดออกมาสู่สายตาผู้ใหญ่(ประสาทๆ)
กลายเป็นรูป "เจ้าหญิงผมยาวกระโปรงลากพื้นและสวมรองเท้าส้นสูง กับ จิ้งจกตัวหนึ่ง"
เมื่อผู้ใหญ่ทั้งหลายเห็นภาพนั้น รวมทั้งแม่ของฉันเอง ก็ถามฉันว่า..

"ไหนล่ะ..โจรสลัดกับจระเข้"

แม่ว่าฉันตอบคุณครูไปด้วยหน้าตาที่มุ่งมั่น(อย่างเด็กๆ)ว่า...

"หนูไม่ชอบโจรสลัดเพราะไม่หล่อ แต่หนูชอบเจ้าหญิงสวยๆ แล้วจระเข้หนูก็ไม่เคยเห็นค่ะ..ที่บ้านมีแต่จิ้งจก"

ผู้ใหญ่เหล่านั้นก็ได้แต่หัวเราะชอบใจ...และจดจำฉันได้ดีตั้งแต่นั้นมา
แต่คงไม่มีใครจำฉันได้ดีไปกว่าคุณหมอและป้าๆพยาบาล
ของโรงพยาบาลประจำจังหวัดอีกแล้ว..

วันหนึ่งฉันดันซุ่มซ่ามปิดประตูบ้านทับนิ้วโป้งข้างซ้ายของตัวเอง
ทำให้เป็นแผลช้ำเลือดช้ำหนองสีม่วงเข้มที่ส่วนโคนของเล็บ..ยังจำได้อย่างเลือนลางว่า "เจ็บมาก"
แม่จึงพาไปถอดเล็บที่โรงพยาบาลเพราะถ้าปล่อยไว้อย่างนั้นคงเน่าแน่

จนเมื่อถึงเวลาที่ต้องถอดเล็บออก..(โปรดนึกภาพตาม)
เด็กผู้หญิงตัวกระจิ๋วหลิว โดนจับนอนขึงบนเตียงคนไข้
และมีพยาบาล(สาวใหญ่)ล้อมรอบ โดยที่คุณลุงหมอยืนอยู่ข้างซ้าย
แม่ว่า ฉันร้องกรี๊ดลั่นโรงพยาบาลเหมือนเด็กจะโดนเชือด
และที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ฉันพ่นน้ำลายใส่ป้าๆพยาบาลและคุณลุงหมอสาดกระเซ็น
กว่าจะจัดการกับเล็บน้อยๆนั่นได้ ก็ตอนที่ฉันดิ้นจนหมดแรงไปเอง..
 
ที่ทำงานของพ่อก็ไม่เว้น...

พ่อของฉันเป็นตำรวจชั้นประทวนธรรมดาคนหนึ่ง
สมัยก่อนพ่อเป็นหนึ่งในหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่คล้ายๆตำรวจตะเวนชายแดน
ซึ่งจะต้องออกรบไม่ต่างจากทหารเลย
ในงานเลี้ยงวันปีใหม่คืนหนึ่ง..ณ ที่ทำงานของพ่อ คือ สถานีตำรวจภูธรสภอ.เมือง จังหวัดเพชรบูรณ์
ก็จัดงานขึ้นที่สนามหน้าแฟลตตำรวจ มีการจับฉลากของขวัญธรรมดา
และมีดนตรีโดยคุณอา คุณลุงตำรวจเป็นคนเล่น
พอถึงคราวที่ทางผู้ใหญ่ต้องการแจกรางวัลให้กับเด็กๆ
จึงประกาศเรียกให้ลูกหลานตำรวจขึ้นมาร้องเพลง

ด้วยความที่เห็นแก่ของรางวัล ฉันจึงยกมือขอขึ้นไปบนเวที

ทั้งๆที่ตอนนั้นฉันยังพูดไม่ค่อยชัดเลย..
และไม่เคยร้องเพลงให้ใครฟังนอกจากพ่อแม่ด้วย
 
แม่เล่าว่า ฉันยืนบิดไปมาๆบนเวทีตั้งนาน
แต่ไม่ยอมร้องเพลงซักที
พ่อกับแม่ต่างก็เอาใจช่วย
และก็ยอมรับว่าอายจนแทบจะมุดลงใต้โต๊ะ...

จนกระทั่งคุณอานักดนตรีคนหนึ่ง ทนไม่ได้ที่เห็นเด็กนี่บิดไปมานานแล้ว
(คงจะปรามาสว่าฉันคงร้องไม่ได้แน่ๆ)
จึงถามฉันว่า "ทำไมหนูไม่ร้องเพลงซักทีล่ะจ๊ะ"
ฉันแย่งไมโครโฟนจากคุณอาคนนั้น แล้วพูดตามประสาเด็ก (แก่แดด) ว่า
"ขอดนตรีด้วยค่ะ"
พอสิ้นเสียงก็มีเสียงโห่พร้อมหัวเราะของผู้ใหญ่ในงานนั้น
แล้วคุณอาคนเดิมก็ถามว่า "หนูจะร้องเพลงอะไรล่ะลูก"
"ดาวเรืองดาวโรย ของพุ่มพวงดวงจันทร์ค่ะ"
แม่บอกว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ยินฉันร้องเพลงโดยมีดนตรีบรรเลงจนจบ

เด็กหญิงอายุ สี่ขวบ ลุกสาวของจ่าคนหนึ่ง... 
..จึงโด่งดังนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ตึก ตึก ตึก...

posted on 10 Jul 2009 15:59 by jeedwonder
 

ตึก ตึก ตึก...

เสียงข้างในหัวใจฉัน ที่กำลังเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ

ฉันเดินออกมาจากงานเลี้ยงเปิดตัวสินค้ายี่ห้อหนึ่ง

ที่เชิญให้ฉันไป เพื่อหวังให้ฉันเขียนลงคอลัมน์ให้

ท่ามกลางผู้คนที่วุ่นวายโหวกแหวก

ฉันฝ่าออกมาด้วยสภาพทุลักทุเล ละล้าละลัง

เพียงเพราะเบื้องหน้าของฉันในตอนนี้

ฉันเห็นเขา....

ผู้ชายร่างใหญ่คนหนึ่ง แบกของพะรุงพะรัง

ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดวิ่น ดวงตาเลื่อยลอย

แต่แฝงไปด้วยความหวัง.....

เขาอยู่ตรงนั้นเอง...

อยู่ไม่ไกลฉันเท่าไหร่..

โอ้ย....

มีใครคนหนึ่งเดินเหยียบเท้าเปล่าเปลือยของฉัน

หลังจากที่ฉันขึ้นฝั่งได้ไม่นาน

ฉันได้ใช้สองมือของฉันขีดเขียนบอกเล่าความรู้สึก แทนเสียงที่ไพเราะ

ถึงฉันจะพอมีเสียงออกมาอย่างแผ่วเบาบ้าง แต่ก็ไม่เหมือนเสียงเดิม

และถึงฉันจะมีสองขาให้ก้าวเดิน

แต่ก็ไม่คุ้นชินที่จะใส่รองเท้าห่อหุ้มเท้าเปลือยของฉันเท่าไหร่นัก

ฉันมองไปที่คนที่เหยียบเท้าของฉัน ที่ขณะนี้บวมเป่งเพราะแรงเหยียบ

แต่เจ้านั่นกลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ฉันเริ่มโมโห แววตาดุดัน และสะบัดหน้าพลางบ่นขมุบขมิบ

จู่ๆก็มีมือเย็นๆมาแตะที่ข้อศอก แล้วพูดกับฉันเบาๆว่า

 ใจเย็นๆนะคะ มองดูที่เท้าของคนนั้นสิ..เป็นส้นตึก เขาไม่รู้หรอกว่าได้เหยียบเท้าเรา

ก่อนที่เราจะบอกว่าอีกคนผิด ลองพินิจถึงเจตนาและองค์ประกอบของเขาด้วย อย่าใช้แค่เพียงความรู้สึกของเราเป็นตัวตัดสิน

เมื่อฉันคิดได้..ก็หันไปขอบคุณพี่สาวคนนั้น ที่ทำให้ฉันได้รู้สึกตัว

แต่เมื่อฉันมองกลับไปที่ชายร่างใหญ่คนนั้น

ก็ไม่พบว่าเขาอยู่ตรงที่เดิมแล้ว...ฉันจึงเดินฝ่าผู้คนอีกครั้ง

เพื่อตามหาเขาให้เจอ...

ผู้ชายคนที่ฉันเจอริมทะเล ทุกครั้งที่เจอเขา ฉันจะพบว่าเขากำลังวาดรูปท้องทะเลสีฟ้า เพราะนั่นคือสีที่เขาชอบ

ฉันยังจำสีหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน สีหน้าเปี่ยมสุขในยามที่ฟังเพลงบรรเลงออเครสต้าจากวิทยุเครื่องเก่า

ตอนนี้เขาอยู่ใกล้ฉันเข้าไป ทุกทีๆ

ฉันไม่รู้ว่าเขาหายไปไหน ขณะที่ฉันได้เดินทางขึ้นมาจากท้องทะเล เขาหายไปจากริมฝั่งพร้อมกับภาพที่มีความสุข

ฉันได้แต่ตามหาเขา นานเหลือเกิน....จนวันนี้

นั่นไง...เขาอยู่ใกล้ฉันแล้ว ตรงรูปภาพท้องฟ้าสีคราม เพราะนั่นคือสีที่เขาชอบ

ฉันพยายามดันตัวเองฝ่าผู้คนให้ไปถึงตัวเขา..ฉันมองไม่ถนัดว่าตอนนี้เขาหยิบอะไรติดมือมาด้วย

กล่องไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้าข้างตัว กับถุงผ้าเก่าๆมอซอ

ฉันอยากร้องเรียกเขาใจจะขาด....แต่ก็ไม่สามารถต่อสู้กับเสียงผู้คนได้...

 

ตึก ตึก ตึก...

จนกระทั่ง...ฉันเข้าใกล้เขาได้แล้ว เพียงเอื้อมมือ...

ฉันแตะมือเข้าที่แขนที่มีเสื้อผ้ามอมแมมขาดวิ่นห่อหุ้มอยู่

เขาหันมามองฉัน..อย่างเลื่อนลอย แล้วดวงตาของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป พร้อมน้ำตาที่คลอจนปิ่มจะไหลออกมา

ส่วนฉันเองก็ไม่ต่างกัน ขณะนี้น้ำตาของฉันล้นเอ่ออาบแก้มทั้งสองแบบไม่มีวาวกั้นเหมือนเขื่อนแตก

ผมเจอคุณแล้ว...คุณอยู่ที่เอง คุณไปอยู่ที่ไหนมา ผมตามหาคุณนั่งรอคุณที่เดิม และยังเก็บของที่จะให้คุณไว้เป็นอย่างดี

 

ฉันโผเข้าไปกอดเขาแน่น....ไม่สามารถเอ่ยประโยคใดๆออกมาได้

เขาบรรจงเปิดกล่องไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้าข้างตัวแล้วหยิบสิ่งหนึ่งออกมาค่อยๆคลี่มันออกแล้ววางมันลงบนพื้น

รองเท้าบัลเล่สีชมพู ที่ครั้งหนึ่งฉันเคยฝันว่าสักวันฉันจะได้ใส่มัน แล้วเต้นรำให้กับคนที่ฉันรักได้ดูพร้อมเพลงบรรเลงออเครสต้า...

 เมื่อคุณจากไป ผมมีแต่ความสับสน ...ในชีวิตไม่เหลืออะไร ฝากไว้เพียงโชคชะตา และสิ่งนี้ ผมได้มันมาจากการขายโชคให้กับผู้คน

เขารอคอยที่จะได้เจอฉัน เหมือนกับฉันที่รอคอยเขา

แต่ด้วยโอกาส และ เวลาที่ทำให้เราไม่เจอกัน

ฉันมัวแต่ตั้งใจ เสาะแสวงหาเจ้าชายที่เพียบพร้อม โดยการทิ้งคนที่ยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อฉันอย่างเขา

ฉันทำให้เขาต้องระเหเร่ร่อน ให้เขาต้องหิวโหย มอมแมม...แต่นั่นก็เป็นแค่ภาพภายนอกเท่านั้น

ภายในใจของเขายังเหมือนเดิม ฉันกระซิบบอกเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า

ฉันชอบภาพสีฟ้าของคุณและเพลงออเครสต้าที่คุณเปิดที่สุด

เขายิ้มและกอดฉันแน่น พลางบอกฉันที่ข้างหูเบาๆว่า

เสียงแหบพล่าของคุณช่างดูมีเสน่ห์ไม่ต่างกับขาขาวนวลเรียวสวยของคุณเลย

แล้วเสียงผู้คนโหวกเหงกก็เงียบงัน เหลือเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่ผสานกันเป็นหนึ่งเดียว

ตึก ตึก ตึก....